ถ้าพูดถึงกล้องฟิล์ม SLR หลายคนก็จะนึกถึงกล้อง Nikon FM2 เป็นตัวแรก ใครๆก็มองหาFM2ๆ ราคาเลยพุ่งกระฉูดแตะๆสองหมื่น กระเป๋าแฟบกันไปตามๆกัน ไอ้เราก็มือใหม่อยากลองเล่นกล้องฟิล์ม เหลอหลา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร แล จะขายบ้านขายรถไปซื้อกล้องแพงๆก็คงจะไม่ไหว ก็เลยมองหากล้องราคาย่อมเยาว์ใช้งานง่ายใครๆก็ถ่ายได้เหมาะสำหรับมือใหม่หัดถ่ายฟิล์ม เลยมาพบเจอ Nikon FE นี่แหละ
ก่อนอื่นต้องขอเล่าประวัติกล้องตัวนี้กันก่อน กล้องnikon fe ตัวนี้วางตลาดในปี ค.ศ.1978 เป็นรุ่นที่ออกมาแทนที่ Nikkormat EL2 โดยเจ้าFEเนี่ยเป็นกล้องรุ่นกลางวางตลาดสำหรับกลุ่มช่างภาพที่ถ่ายภาพจริงจังแต่ไม่ไม่ใช่มือโปร มีรุ่นที่ออกวางจำหน่ายไล่ๆก่อนหน้าอย่าง nikon FM ที่ออกมาก่อนหน้า 1 ปี
อ้าว! แล้วอย่างงี้รุ่น FE กับ FM มันต่างกันยังไงล่ะ? (เกาหัวสงสัย) ข้อที่แตกต่างกันหลักๆเลยคือรุ่น FE มีระบบ Aperture Priority หรือ โหมด A ในกล้องสมัยนี้ยังไงล่ะ คือเราปรับรูรับแสงแล้วตัวกล้องมันสามารถหาความเร็วซัตเตอร์ให้เรา ในขณะที่รุ่น FM เป็นระบบ manual ที่เราต้องปรับค่าต่างๆเอง
มาว่าถึงสเปคตัวนี้กันบ้าง
เลนส์ : ใช้เลนส์ nikon F mount ได้ตั้งแต่รุ่น Ai , Ai-s , AF-D ซึ่งมีให้เลือกมากมายล้านแปด ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ของค่ายnikonเอง หรือจะเป็นนอกค่ายอย่าง carl zeiss , voigtlander เองก็ทำเลนส์ F mount ออกมาเหมือนกัน เรียกได้ว่ามีความหลากหลายมากใครไคร่ใช้เลนส์ไหนก็ใช้กันได้เลย
ความเร็วชัตเตอร์ : 8 – 1/1000 วินาที , B , M90 (1/90 วินาที ในกรณีที่ถ่านหมด//แอบกระซิบว่าใช้มาเกือบ3ปีแล้วเพิ่งเปลี่ยนถ่านไปครั้งเดียว)
Flash Sync : สูงสุดที่ 1/125 วินาที
แบตเตอร์รี่ : ถ่าน LR44 หรือ SR44 สองก้อน
ฟิล์ม : ใช้ฟิล์มขนาด 135
มาถึงเรื่องของการใช้งาน ที่ว่าฟังก์ชันครบนี่มันครบยังไง?
ขออนุญาติเล่าถึงฟังชั่นไปพร้อมกับการแนะนำปุ่มต่างๆบนตัวเครื่องเลยแล้วกัน
โดยหน้าตาเจ้า nikon FE นี่ก็จะคลีนๆไม่ค่อยมีปุ่มยุ่บยั่บอะไรมาก
เรื่องแรกที่จะพูดถึงคือระบบ Aperture Priority ทำงานโดยการวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลางผ่านเลนส์ มีชดเชยแสง EV -2 / +2 ซึ่งจะมีประโยชน์มากเวลาถ่ายภาพย้อนแสง เพราะจะทำให้ฉากหน้าของเราไม่มืดไปนั่นเอง
50mm f1.4 D
fujicolor C200
50mm f1.4 D
fujicolor xtra 400
ในช่องมองภาพจะมีเข็มชี้ค่าความเร็วชัตเตอร์ (เข็มสีเขียวบอกว่าตอนนี้เราปรับความเร็วชัตเตอร์ไว้ที่เท่าไหร่ เข็มเล็กๆสีดำบอกความเร็วชัดเตอร์ควรจะเป็นเท่าไหร่) และช่องสะท้อนค่ารูรับแสงจากที่ตัวเลนส์ เนื่องด้วยความที่เป็นเข็มเวลากลางคืนหรืออยู่ที่มืดๆเลยแอบมองยากนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรมาก
มีปุ่ม DOF Preview เพื่อเช็คชัดลึกของภาพนั่นแหละ อันนี้เราแอบใช้บ่อย(มากกกก)เวลาถ่ายportrait
มีก้าน Self Timer ตั้งเวลานับถ่อยหลัง อยากนับนานก็ง้างสุด อยากนับเร็วหน่อยก็ง้างนิดเดียว แต่ถ้าดันก้านนี้ไปอีด้านมันจะเป็น AE Lock คือล็อกค่าแสงที่เราวัดไว้ ใช้สำหรับอยากวัดแสงที่ไม่ใช่ตรงกลางก็ดันก้าน AE lock ค้างไว้จากนั้นก็ re compose ภาพใหม่
นอกจากนั้นยังมีก้านสำหรับถ่ายภาพซ้อนด้วย แค่ง้างก้านพร้อมกับขึ้นฟิล์มก็จะเป็นการขึ้นชัตเตอร์แต่ฟิล์มไม่เลื่อนนั่นเอง
ด้านหลังมีก้านสำหรับเช็คแบตเตอรี่ วิธีเช็คคือให้ดันก้านลงจะมีไฟสีแดงขึ้น
ส่วนวิธีเปิดกล้องก็แค่ปลดล็อกก้านขึ้นฟิล์มออกมาแบบนี้ และปัญหาที่ตามมาของการเปิดกล้องด้วยวิธีนี้คือถ้ามองช่องมองภาพด้วยตาซ๊ายก้านขึ้นฟิล์มก็อาจจะไปทิ่มคิ้วเอาได้5555555(หัวเราะแห้ง)
ส่วนใครอยากอ่านคู่มืออย่างละเอียดสามารถเข้าไปอ่านได้ตรงนี้
เราว่ากล้องตัวนี้ค่อนข้างครอบคลุมการใช้งานเอามากๆ อยากถ่ายอะไรคือถ่ายได้หมด ที่สำคัญคือใช้งานง่าย จากที่ใช้งานมาไม่เคยงอแงเลย ออกไปถ่ายภาพคือหวังผลได้แน่ๆ
kodak ultramax 400
kodak ultramax 400
fujicolor 100
lomography lady grey 400
lomography color negative 800
lomography color negative 800
fujicolor natura 1600
kodak colorplus 200
lomography color negative 800
lomography color negative 800
agfa vista 400
lomography color negative 800
lomography color negative 800
lomography lady grey 400
lomography color negative 400
fujicolor eterna 250d
lomography color negative 400
fujicolor C200
fujicolor C200
lomography color negative 800
สรุป
ส่วนตัวเราค่อนข้างชอบเลยนะ ด้วยความที่เป็น SLR ภาพที่ผ่านช่องมองภาพเป็นการสะท้อนมาจากเลนส์ทำให้เราคาดเดารูปที่จะได้ประมานนึง เลยเหมาะสำหรับมือใหม่ เหมาะสำหรับขาถ่ายพอร์ทเทรตด้วย555 แล้วก้ไม่ค่อยมีคนเล่นราคาเลยไม่ถีบมาก ประมาณ 3000-5000 (เฉพาะตัวกล้อง/แล้วแต่สภาพ) ฟังก์ชันครบ มีเลนส์ให้เลือกใช้หลากหลาย โดยรวมแล้วคุ้มมากกกกกก
ตัวอย่างภาพถ่ายจากผู้ใช้ท่านอื่นๆ



























